ฟังเสียงท้องฟ้า..

posted on 26 Apr 2008 11:38 by neverbeen

 

 

Picture by ~patariku

 


ฟ้าสีเทาอ่อน โอบกอดทุ่งนาสีสดเขียว
ต้นฉำฉาขนาดย่อมยืนระยะอยู่ห่างกัน
ลมโบกเบาๆ .. ระหว่างไม่มีคำตอบของฤดูกาล

 


ฉันไม่ชอบข่าวพายุฤดูร้อน
วาตภัยสั่นสะเทือนพื้นที่ห่างไกล
เขาเดือดร้อนอยู่แล้ว เขาแห้งแล้งอยู่แล้ว เขาขาดแคลนอยู่แล้ว
หลายๆ พื้นที่ ที่ปรากฎในข่าว เป็นพื้นที่ที่ฉัน "รู้จัก"

 

 

หลังๆ นี้ บ่อยครั้งฉันรู้สึกว่า ธรรมชาติกำลังเพ่งมอง
และมาร์คจุดบนพื้นที่ต่างๆ กำหนดให้มีภัยหลากหลายเกิดขึ้น
ขณะที่พื้นที่หลายแห่ง "รอดพ้น" และแสนสงบสุข
ในใจฉันอดคิดไม่ได้ว่า นั่นเป็นการ "เก็บไว้สำหรับอย่างอื่น"

 

อย่างไหนกันบ้างเล่า?

 

 


ค่ำคืนหนึ่ง ฉันกอดหมอนเอาไว้และถามคุณ

"ถ้ามันเกิดขึ้นที่โรงเรียน จะทำอย่างไรกันคะ"

ก็เด็กๆ หกล้มเป็นแผลยังวิ่งมาหาฉัน
ถ้าเกิดภัยใหญ่หลวงอย่างวาตภัย แผ่นดินไหว ฯลฯ
และเด็กๆ วิ่งมาหาฉัน.. ฉันควรทำอย่างไร

ในโรงเรียน เด็กๆ จะวิ่งมาหาใครคะ ถ้าไม่ใช่ครู..

 

 

แม้ว่าเหตุเกิดขึ้น แล้วคนส่วนใหญ่ปลอดภัย
แต่มี เด็ก โชคร้ายสักคนเดียวที่ไม่ปลอดภัย
ฉันก็.. ไม่คิดว่าตัวเองจะทำใจได้

 

 

กฎหมายไม่เอาผิดเรื่องความรับผิดชอบสำหรับภัยใหญ่หลวงอย่างนั้น
แต่เรามีความรับผิดชอบของใจ มีความผูกพันในใจ

นั่นคือสิ่งที่ฉันไม่สามารถสลัดหลุดไปได้เลย..

 


ฉันคงยินดีใช้ตัวเองป้องกันเด็กสักคนหนึ่ง
ดีกว่าใช้ชีวิตอยู่ต่อไปด้วยความเสียใจ

 


โลกเราไม่ไกลจากสิ่งเหล่านั้นเลย
ไม่ไกลเลยจริงๆ ค่ะ .. ฉันรู้สึกได้

 

 


คุณเล่าให้ฉันฟังว่า ชาวบ้านเขาให้สัมภาษณ์ว่า

"นั่งดูโทรทัศน์อยู่ตอนที่เกิดพายุหมุน และไม่ทันตั้งตัว"

คงเหมือนเราเป่าลมแรงบนรังมดเล็กๆ

 

หมู่บ้านชนบทเดี๋ยวนี้ ประชากรจริงในพื้นที่ ไม่นับ "ชื่อ" ในทะเบียนบ้าน
เป็นคนแก่และเด็กเกือบทั้งสิ้น .. คนวัยทำงานหากพอมีลู่ทางก็ทิ้งถิ่น
ใครเลือก ทำไร่ทำนาอยู่ในหมู่บ้าน นั่นคือคน "สิ้นไร้ไม้ตอก" ในสายตาคนถิ่น
แปลกหรือเปล่าก็ไม่รู้.. แต่จริง


...

 


มองฟ้าสีเทาอ่อน.. ถามว่า ฝนใช่ไหม ที่จะตกลงมา ฟ้าก็ไม่ตอบ
ครู่ใหญ่สีฟ้าจัดเริ่มคลี่ตัวมาจากฝั่งตะวัน แดดกล้าส่องลงมาอย่างเงียบๆ

 

 

 

หรือว่าเราไม่รู้จักกันเลย..

 

 

 

Chopin: Nocturne Op. 27, No.2 in D flat Major by Daniel Pollack

 

 

forward e-mail อีกครั้ง เรื่อง ต้นกระดาษ ยังคาค้างอยู่ใน inbox

ฉันเคยพูดแล้วว่า ฉันเป็นคนหนึ่งที่เคยเดินย่ำเข้าไปในป่ายูคาฯ

และกำดินทรายเหล่านั้นให้ร่วงพรูลงมาจากมือด้วยตัวเอง

"มันปลูกอย่างอื่นไม่ได้แล้ว อาจารย์"

 

นั่นคือความจริง

 

 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ภัยธรรมชาติที่เกิดจากผลกระทบของฝีมือมนุษย์sad smile

#1 By ^_poomapooma_^ on 2008-04-26 12:28

ธรรมชาติเขาเอาคืน
ที่มนุษย์อย่างพวกเรา ทำร้ายเขาไว้เยอะ

ยังไงก็ต้องพึ่งพากันต่อไป
กับโลกใบนี้
^-^ ไม่มีความเห็น เรื่องราวสมบูรณ์อยู่แล้ว
แต่อ่านแล้ว .. อยากไปออกค่าย ถ่ายรูปธรรมชาติจัง
นั่นสิครับ เราเข้าใจโลกใบนี้จริงจริงหรือ?

#4 By Zirius Sandorius on 2008-04-26 19:14

ตอนนี้คล้ายธรรมชาติเองก็สับสน
อาจเพราะคนทำให้เป็นไป

การจะทำให้ธรรมชาติกลับคืนสู่ปกติ
จะต้องใช้เวลายาวนานขนาดไหนกันนะ
และเมื่อไรที่คนจะตระหนักในเรื่องนี้อย่างจริงจังเสียที

#5 By ~ N ~ on 2008-04-27 18:35

นอกจากพายุฤดูร้อนแล้ว ปีนี้เรายังเจอกับลูกเห็บ
ผมเห็นข่าวในหน้าแรกหนังสือพิมพ์ อดซื้อมาอ่านต่อไม่ได้ ลูกเห็บตกที่เชียงรายน่ะครับ ขาวโพลนไปหมด ใช้เวลาตั้งสองวันกว่าจะละลายหมด อึมมม์ ผักหญ้าคงตายนึ่ง เริ่มใกล้เราเข้ามาทุกทีนะครับ ในข่าวที่อ่านยังมีคนพูดว่ามันเป็นเรื่องปกติของอากาศร้อนที่มาปะทะกับอากาศเย็น ฟังแล้วน่าบ้าดีพิลึก เราเองคงช่วยได้ที่ตัวเองนี่ล่ะครับ ถึงเวลาที่คงไปเรียกร้องจากใครได้แล้ว

คิดถึงดินร่วงพรูแบบที่คุณว่าแล้วคิดต่อว่า เราปลูกอะไรในพื้นที่แบบนั้นไม่ได้แล้วจริงหรือ

ช่องว่างระหว่างชนชั้นถ่างออกจนไกลกันเหมือนคนละโลก พูดกันคนละภาษา และยากที่จะทำความเข้าใจกันได้จริงๆ

หวัดดีเช้าวันอังคารครับ big smile

#6 By A man next door* on 2008-04-29 07:28

อืมช่วงนี้อากาศแปรปรวนอยู่บ่อยๆ

ตอนเช้ามีแสงแดดพอตกตอนบ่ายกลับมีฟ้าครึ้ม

รักษาสุขภาพด้วยนะคะbig smile